โพสคลิปไททานิค
เว็บไซค์นี้สร้างขึ้นเพื่อให้คนที่ชอบการดูคลิปในเรื่องไททานิคที่เคยเป็นเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นเรือที่ชนเข้ากับภูเขาน้แข็งและจมลงสู่ก้นมหาสมุึทร
เว็บไซค์นี้สร้างขึ้นเพื่อให้คนที่ชอบการดูคลิปในเรื่องไททานิคที่เคยเป็นเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นเรือที่ชนเข้ากับภูเขาน้แข็งและจมลงสู่ก้นมหาสมุึทร
ไททานิคเป็นเรือเดินสมุทรทีใหญ่ที่สุดในโลกดั้นจมลงเพราะชนภูเขาน้ำแข็ง
จิรายุ | 2008-09-29 - 09:53:20 GMT 1 #
ไททานิคคือเรืออะไร
ณรงค์ชัย | 2008-09-29 - 10:23:38 GMT 1 #
ผมเจ้าของเว็บไซค์นี้ชื่อ จิรายุ จันทร์ดี ท่านใดที่ได้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซค์นี้ขอความกรุณาช่วยบอกต่อไปยังผู้อื่นที่ท่านรู้จักจะเป็นพระคุรอย่างสูงเลยครับ
จิรายุ | 2008-09-29 - 11:55:40 GMT 1 #
ขณะนี้เว็บไซค์ของเรามีผู้มาเข้าชมน้อยมากเราจึงอยากให้ท่านได้พิจารณาช่วยบอกต่อไปยังผู้อื่นด้วยครับ
จิรายุ | 2008-09-29 - 11:56:51 GMT 1 #
แผ่นดินไหวรู้สึกได้ที่กรุงเทพ
ฯพณฯ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แถลงข่าวเมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๖ ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่าได้รับรายงานจากอธิบดีกรม ทรัพยากรธรณี (นายสมศักดิ์ โพธิสัตย์) ได้เกิดแผ่นดินไหวรู้สึกได้ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร เช่น ลาดพร้าว มาบุญครอง สีลม เพชรบุรี รัชโยธิน ฯลฯ เมื่อเวลาประมาณ ๑๐นาฬิกาเศษ ของวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๖ แต่ไม่ได้รับรายงานว่ามีความเสียหายใดๆ เพียงแต่รู้สึกได้กับผู้ที่อาศัยอยู่ในอาคารสูงๆ
การเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ ๑,๐๐๐ กิโลเมตร ขนาดแผ่นดินไหวที่วัดได้ประมาณ ๗ ริกเตอร์ จากรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยาที่วัดได้จากสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวภูเก็ต ตาก และแพร่ การเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้สาเหตุเนื่องจากบริเวณใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวดัง กล่าวซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศไทย มีลักษณะเป็นรอยต่อของแผ่นเปลือกมหาสมุทรมุดตัวเข้าไปใต้แผ่นเปลือกโลกที่ เกาะสุมาตราซึ่งอยู่ตอนเหนือ การคลายพลังงานที่สะสมจากการมุดตัวก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขึ้น เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้มีจุดศูนย์กลางค่อนข้างไกลจากประเทศไทยมาก ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าตระหนกและตกใจ
ศูนย์กลางแผ่นดินไหว
จาก การตรวจสอบพบว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ ๑๐นาฬิกา ตามเวลาในกรุงเทพ มีขนาดเท่ากับ ๗.๐ ริคเตอร์ โดยมีจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่บริเวณตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย อยู่ลึกจากระดับผิวดินประมาณ ๓๓ กิโลเมตร ณ ตำแหน่งเส้นรุ้ง ๔.๕๙ องศาเหนือ เส้นแวง ๙๗.๕๗ องศาตะวันออก (คลิกรูป 1)
ระยะห่างจากประเทศไทย
ตำแหน่งที่เกิดแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดสตูลประมาณ ๓๐๐ กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพฯเป็นระยะทางประมาณ ๑,๐๐๐ กิโลเมตร คลื่นแผ่นดินไหว (primary wave) เดินทางจากจุดกำเนิดถึงกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ ๒ นาที ๓๐ วินาที(คลิกรูป 2)
สาเหตุของแผ่นดินไหว
โดย ทั่วไปแผ่นดินไหวเกิดจากการคลายตัวอย่างรวดเร็วของความเครียดภายในเปลือกโลก ที่มีการก่อตัวของความเครียดอย่างช้า ๆ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก (คลิกรูป ๓) โดยมีลักษณะการเคลื่อนตัวได้ ๓ แบบ คือ
๑. เปลือกโลกเคลื่อนตัวเข้าหากันโดยเปลือกโลกใต้มหาสมุทรมุดตัวลงใต้เปลือกโลกภาคพื้นทวีป
๒. เปลือกโลกเคลื่อนตัวแยกออกจากกัน
๓. เปลือกโลกเคลื่อนตัวในทิศทางสวนกันในแนวราบ
สำหรับแผ่น ดินไหวที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย เกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกในแบบที่ ๑ โดยที่เกาะสุมาตราเป็นแนวเกาะภูเขาไฟซึ่งเกิดจากอิทธิพลของแนวมุดตัวของ เปลือกโลกซุนดา (Sunda Trench) ที่อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกเป็นระยะทางประมาณ ๒๐๐ กิโลเมตร (คลิกรูป ๔) แนว มุดตัวของเปลือกโลกซุนดาวางตัวในทิศทางตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ ขนานกับเกาะชวา และเกาะสุมาตรา และแนวมุดตัวดังกล่าวยังมีความต่อเนื่องขึ้นไปทางทิศเหนือขนานกับหมู่เกาะ นิโคบา และหมู่เกาะอันดามันในมหาสมุทรอินเดีย พรมแดนพม่าด้านตะวันตก และต่อเนื่องเข้าไปในเขตประเทศจีน ส่วนของแนวมุดตัวซุนดาที่อยู่ใกล้ประเทศไทยที่สุดอยู่ที่พรมแดนพม่าด้าน ตะวันตก ห่างจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนประมาณ ๓๕๐ กิโลเมตร
จากข้อมูลการเกิดแผ่นดินไหวล่าสุดพบ ว่าที่บริเวณหมู่เกาะนิโคบา (ห่างจากกรุงเทพฯ ๙๙๐ กิโลเมตร) เพิ่งเกิดแผ่นดินไหว เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๔๖ วัดขนาดได้ ๕.๒ ริคเตอร์ (http://neic.usgs.gov/neis/bulletin/neic_pccr.html) นอกจากนี้ในวันเดียวกันยังเกิดแผ่นดินไหวที่บริเวณประเทศพม่า ห่างจากกรุงเทพฯ ๘๘๕ กิโลเมตร วัดขนาดได้ ๕.๒ ริคเตอร์ (http://neic.usgs.gov/neis/bulletin/neic_pcbi.html)
จากสถิติการเกิดแผ่นดินไหวพบว่า ตลอดแนวมุดตัวของเปลือกโลกซุนดาเป็นบริเวณที่มีการเกิดแผ่นดินไหวอยู่เป็นประจำ (คลิกรูป ๕) ข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ว่าเปลือกโลกบริเวณนี้มีการเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา
จิรายุ | 2008-10-04 - 11:12:56 GMT 1 #
ไททานิค
เรือโดยสาร "ไททานิค" จัดเป็นเรือโดยสารที่หรูหราประเภทเรือสำราญขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้น ออกแบบ สร้างประกอบโดยอู่ต่อเรือของบริษัท Harland and Wolff ประเทศ North Ireland ปล่อยลงน้ำเมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ค.ศ.๑๙๑๑ มีระวางขับน้ำ ๔๖,๓๒๘ ตัน มีเครื่องจักรไอน้ำที่มีกำลังแรงถึง ๔๖.๐๐๐ แรงม้า สามารถทำความเร็วสูงสุดในการเดินทางได้ถึง ๒๔ น็อต โดยมีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสูงถึง ๗.๕ ล้านเหรียญสหรัฐฯ การ เดินทางเที่ยวนี้เป็นการเดินทางเที่ยวปฐมฤกษ์ข้ามมหาสมุทแอตแลนติกจากเมืองเซาท์แธมตัน ประเทศอังกฤษไปยังนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยเริ่มถอนสมอออกเดินทางเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ค.ศ.๑๙๑๒ เวลา ๑๓.๓๐ น. มีผู้โดยสารและพนักงานประจำเรือทั้งสิ้นประมาณ ๒,๒๑๗ คน
ความใหญ่โตมโหฬารมีรูปลักษณะแข็งแกร่งทนทานมหาศาลนี้ ทำให้บริษัทเจ้าของเรือมีความภาคภูมิใจมากถึงกับขนานนามเรือลำนี้ว่า "Unsinkable Ship หรือ เรือที่ไม่มีวันจม" และชื่อของเรือ "ไททานิค" นั้นก็ได้นำมาจากคำว่า "Titan" ซึ่งเป็นชื่อของอสูรเทพที่ทรงพลัง บุตรของเทพเจ้า Uranus และ Gaia ตามเทพนิยายกรีกโบราณ
ในระหว่างการเดินทางนับตั้งแต่วันที่ ๑๒ เมษายนฯ เป็นต้นมา เรือ "ไททานิค" ได้รับสัญญาณวิทยุเตือนภัยให้ระวังเรื่องภูเขาและกลุ่มก้อนน้ำแข็งที่ปรากฏลอยอยู่เกลื่อนกลาด ทั่วไปในเส้นทางการเดินทางจากเรือลำอื่นๆ มาโดยตลอด เมื่อคืนวันที่ ๑๔ เมษายนฯ เวลา ๒๒.๓๐ น.พนักงานวิทยุประจำเรือ "คาลิฟอร์เนียน" ซึ่งกำลังติดอยู่ในกลุ่มก้อนน้ำแข็งห่างจากเรือ "ไททานิค" ประมาณ ๑๙ ไมล์ทางเหนือ ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยให้แก่เรืออื่นๆ ซึ่งกำลังเดินทางอยู่ในเส้นทางที่ใกล้เคียงให้ระมัดระวังภัยพิบัติที่อาจจะเกิดจากการชนภูเขาน้ำแข็งภายในบริเวณนี้ได้ ขณะที่ กำลังเรียกขานเรือ "ไททานิค" เพื่อแจ้งให้ระมัดระวังเหตุภัยพิบัตินี้เช่นกัน ก็ได้รับสัญญาณตอบกลับมาในลักษณะที่ไม่ค่อยสุภาพว่า "...ให้หยุดเตือนเสียที เพราะสัญญาณเข้าไปรบกวนการทำงาน(ของเขา)กับ Cape Race..." พนักงานวิทยุประจำเรือ "คาลิฟอร์เนียน" จึงเลิกทำการติดต่อ และปิดเครื่องวิทยุเมื่อเวลา ๒๓.๓๐ น.
เมื่อเวลาประมาณ ๒๓.๔๐ น. ด้วยความเร็ว ๒๒ น็อตครึ่ง เรือ "ไททานิค" ได้พุ่งเข้าชนภูเขาน้ำแข็งซึ่งมีความสูงพ้นระดับน้ำ ๕๕-๖๐ ฟิต ที่ Longitude 50o 14' W Lattitude 41o 27' N ทำให้ตัวเรือแตกน้ำทะเลไหลท่วมท้นเข้ามาในตัวเรือมีระดับสูงกว่ากระดูกงู ๑๔ ฟิต ภายใน ๑๐ นาที แล้วไหลทะลักเข้าไปสู่ห้องต่างๆ อย่างรวดเร็วเป็นเหตุให้เรือเริ่มอับปาง พนักงานวิทยุประจำเรือฯ ได้ส่งสัญญาณวิทยุแจ้งเหตุร้ายขอความช่วยเหลือไปยังเรือและสถานีฝั่งในอาณาบริเวณ เรือหลายลำที่ได้รับสัญญาณวิทยุขอความช่วยเหลือจากเรือ "ไททานิค" จึงเปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้าไปยังสถานที่เกิดเหตุโดยเร็ว
วันที่ ๑๕ เมษายน ค.ศ.๑๙๑๒ เวลา ๐๐.๐๕ น. กัปตันเรือ "ไททานิค" ได้สั่งสละเรือใหญ่ เรือลำนี้ถึงแม้ว่า จะได้เตรียมเรือชูชีพไว้จำนวนมากแต่ก็สามารถจุได้เพียง ๑,๑๗๘ คนในจำนวนผู้โดยสารและพนักงานประจำเรือทั้งหมด ๒,๒๑๗ คน เท่านั้น และถึงแม้ว่า จะมีเรือหลายลำเข้าไปช่วยเหลือได้ในระยะเวลาอันสั้น การอับปางของเรือ "ไททานิค" ครั้งนี้ก็ยังเป็นเหตุโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง ๑,๕๑๓ คน ในจำนวนนี้มีมหาเศรษฐีอเมริกันรวมอยู่ด้วยถึง ๓ คน คือ John Jacob Astor, Benjamin Gugenheim และ Isidor Straus
เมื่อได้นำเหตุการณ์สำคัญครั้งนี้มาศึกษาวิเคราะห์ตามหลักวิชาโหราศาสตร์ ดวงดาวในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอิทธิพลของคราสที่ใช้ในการพยากรณ์ดวงเมือง หรือ Mundane Astrology โดยการคำนวณ และพล็อตลงในแผนที่หาเส้นทางโคจรของดาวพระเคราะห์ผ่านส่วนต่างๆของโลกในวันที่เกิดคราสแล้ว น่าเชื่อว่า คราสที่มีอิทธิพลส่งผลเป็นทุกข์โทษให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้ คือ สุริยคราสเต็มดวงที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๔ (ค.ศ.๑๙๑๑) เวลา ๒๒.๒๗ น.(เวลา Greenwich)
ในแผนที่ประกอบบทความนี้ จะเห็นได้ว่า ณ จุดพิกัดซึ่งเรือ "ไททานิค" ประสบอุบัติเหตุชนภูเขาน้ำแข็งจนอับปางคือ Longitude 50o 14' W Lattitude 41o 27' N ได้มีดาว พระเคราะห์ต่างๆ โคจรผ่านคือ ดาวอาทิตย์ ดาวจันทร์ ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ นอกจากนี้ ยังมีดาวพุธโคจรผ่าน และมีแนวเงาดำของคราส หรือ ราหู พาดผ่านในเส้นทางที่ไม่ห่างไกลนัก เมื่อพิจารณาตามความหมายของแต่ละพระเคราะห์แล้ว ดาวอาทิตย์มีความหมายเกี่ยวกับอัคคีภัย ดาวจันทร์ มีความหมายเกี่ยวกับน้ำ การเดินทางทางน้ำ การผสมผสานความหมายของดาวอาทิตย์กับดาวจันทร์จึงหมายถึงไอน้ำด้วย ดาวพฤหัสบดีมีความหมายเกี่ยวกับเศรษฐี ความฟุ่มเฟือยหรูหรา ดาวเสาร์มีความหมายเกี่ยวกับโศกนาฏกรรม ความมืด ความหนาวเย็น น้ำแข็ง ภูเขาน้ำแข็ง ความทุกข์ทรมาน ความหวาดกลัว ดาวพุธมีความหมายเกี่ยวกับกลุ่มชนที่ร่วม กิจกรรมเดียวกัน ร่วมเคราะห์กรรมด้วยกัน และราหูมีความหมายเกี่ยวกับลมพายุ เมื่อได้ผูกเป็นดวงชะตาตามหลักวิชาแล้ว ดาวพระเคราะห์เหล่านี้ รวมทั้งราหู ยกเว้นดาวพฤหัสบดีจะเกาะกลุ่มรวมตัวกันอยู่ในเรือนที่ ๑๒ ซึ่งเป็นภพวินาศ มีความหมายเกี่ยวกับการสูญเสีย การถูกจองจำกักกัน ส่วนดาวพฤหัสบดีได้สถิตอยู่ในเรือนที่ ๖ ซึ่งเป็นภพเกี่ยวกับกิจการเดินเรือ ประชาชนที่มีส่วนร่วมในการสูญเสีย ทำมุมเล็งประมาณ ๑๘๐ องศากับกลุ่มดาวดังกล่าว ดังนั้น เมื่อนำเอาความหมายของดาวพระเคราะห์รวมทั้งราหู และเรือนหรือภพที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มาผสมผสานเข้าด้วยกันแล้วจึงเป็นคำตอบ และสามารถสร้างจินตนาการให้เห็นภาพที่ชัดเจนของเหตุการณ์เรือเดินทะเลซึ่งมีลักษณะเป็นเรือสำราญขนาดใหญ่ มีผู้โดยสารเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นเศรษฐี ผู้มีชื่อเสียงเกียรติยศ (ดาวพฤหัสบดีสถิตอยู่ในเรือนที่ ๖) ได้ประสบภัยพิบัติชนภูเขาน้ำแข็งในคืนที่หนาวเย็นและมืด (ดาวเสาร์) น้ำทะเลที่ไหลทะลักเข้าไปในเรือ ได้ท่วมท้นเข้าไปในห้องเครื่องจนทำให้หม้อน้ำขนาดใหญ่ในเรือ และเตาเชื้อเพลิงซึ่งเป็นพลังสำคัญที่ใช้ในการ ขับเคลื่อนของเรือจำนวนมากเกิดระเบิด พ่นไอน้ำร้อนออกครอบคลุมไปทั่ว (ดาวอาทิตย์และดาวจันทร์) ท่ามกลางเสียงกรีดร้องร่ำไห้โหยหาขอความช่วยเหลือด้วยความหวาดกลัวภยันตราย (ดาวเสาร์) ของผู้โดยสารที่ต้องประสบเคราะห์กรรมร่วม (ดาวพุธ) จำนวนไม่น้อยไม่สามารถหนีรอดออกมาได้ เพราะถูกกักกันติดอยู่บนเรือ จนในที่สุดต้องถูกไอน้ำลวก และจมน้ำสูญเสียชีวิต (เรือนที่ ๑๒)
ที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ ในวันที่เกิดสุริยคราสครั้งนี้ และในวันที่เกิดเหตุ ดาวพฤหัสบดีกำลังโคจรถอยหลัง ซึ่งตามหลักวิชาดาราศาสตร์แล้วหมายความว่า ดาวพฤหัสบดีกำลังโคจรเข้ามาใกล้โลกมาก จึงเป็นการเพิ่มอิทธิพลของคราสครั้งนี้ให้รุนแรงยิ่งขึ้น ท่านผู้อ่านที่เคยอ่านบทความของผมเรื่อง "ก่อนจะสิ้นพิษคราส" คงจะจำได้ถึงบทบาทของดาวพฤหัสบดีที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่างๆ ของประเทศไทยซึ่งได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของสุริยคราสเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๙ ในช่วงเวลาที่ยังอยู่ในพิษคราส ดาวพฤหัสบดีนี้ได้โคจรเข้ามาใกล้โลกมากที่สุดเช่นกัน
ถึงแม้ว่า สุริยคราสครั้งนี้จะเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๔ (ค.ศ.๑๙๑๑) ก่อนหน้าวันเกิดเหตุคือ วันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๕ (ค.ศ.๑๙๑๒) ประมาณ ๑ ปี ก็ตาม แต่ตามหลักวิชาโหราศาสตร์ไทย และฮินดูได้ระบุไว้ว่า สุริยคราสจะส่งอิทธิพลแสดงผลให้เห็นเป็นทุกข์โทษ หรือเป็นคุณได้ภายในเวลานานประมาณ ๑ ปี ถ้าเป็นจันทรคราสจะส่งอิทธิพลให้เห็นภายในเวลานานประมาณ ๓ เดือน ดังนั้น ในกรณีนี้ พิษของคราสจึงจะยังมีโอกาสแสดงผลให้เห็นได้ไปจนถึงปลายเดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๕๕ (ค.ศ.๑๙๑๒) เป็นอย่างเร็ว
เป็นที่น่าสังเกตประการหนึ่ง ในวันที่เกิดสุริยคราสครั้งนี้ ปรากฏว่า มีดาวพระเคราะห์จับกลุ่มรวมกันอยู่ในราศีเมษรวม ๔ ดวง คือ ดาวอาทิตย์ ดาวจันทร์ ดาวพุธ และดาวเสาร์ ทั้งราศีเมษนี้ยังถูกเส้นทางของราหูพาดผ่านด้วย นอกจากนี้ กลุ่มดาวพระเคราะห์เหล่านี้ยังถูกดาวพฤหัสบดีที่สถิตอยู่ราศึตุลย์ทำมุมเล็งประมาณ ๑๘๐ องศา ซึ่งตามวิชาโหราศาสตร์ถือว่า ให้ผลเช่นเดียวกับการสถิตอยู่ในราศึเดียวกัน ทั้งดาวพฤหัสบดียังได้โคจรเข้ามาใกล้โลกมากด้วย ปรากฏการณ์ที่ดาวพระเคราะห์หลายดวงโคจรมาร่วมกลุ่มอยู่ในราศีเดียวกันในลักษณะนี้ มีอยู่เป็นประจำ ในปี ค.ศ.๒๐๐๐ ก็จะมีปรากฏการณ์ในลักษณะนี้เช่นกัน จนทำให้เกิดความหวาดวิตกกันว่า โลกจะแตกเพราะอิทธิพลแรงดึงดูดของดาวพระเคราะห์ที่มาจับกลุ่มอยู่ในราศีเดียวกันในลักษณะนี้ ผมได้ตรวจสอบดูจุดที่ตั้งของดาวพระเคราะห์เหล่านี้ในท้องฟ้าโดยละเอียดแล้ว ปรากฏว่า มีดาวบางดวงมิได้อยู่ในระนาบ (Plane) เดียวกัน ทั้งยังมีระยะห่างระหว่างกันมากทีเดียว จึงเชื่อว่า โลกของเราจะประสบความวิกฤติกันถึงขนาดนั้นตามที่เล่าลือกัน หากโลกจะแตกจริงก็น่าจะเกิดขึ้นในปีที่เรือ "ไททานิค" อับปางมากกว่า
โลก และระบบสุริยจักรวาลของเรานี้มีโอกาสที่จะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ได้เหมือนกันตามทฤษฎีปรมาณูขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่คงจะอีกเป็นหลายพันล้านปีข้างหน้า ตายแล้วเกิดใหม่อีกไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยชาติ โลกก็ยังไม่แตกดอกครับ
จิรายุ | 2008-10-04 - 11:57:59 GMT 1 #
Get the Webindex Widget
จิรายุ | 2008-10-04 - 13:16:55 GMT 1 #